Loading...

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน

Strategy and Planning Division

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

" เลย โมเดล "

" เลย โมเดล "

 

“เลย โมเดล”

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับประชาชนและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จ.เลย

เร่งแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตามนโยบายรัฐบาล

   
วันที่ 22 มิถุนายน 2561 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดย พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานในการสรุปผลการประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เพื่อปฏิรูปและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่จังหวัดเลย โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย
และพลตรีชาญชัย เอมอ่อน ผบ.มทบ.28 ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้บริหาร ทส., ทหาร, ตำรวจ, ผู้แทนภาครัฐในพื้นที่, ผู้แทนภาคเอกชน
และประชาชน จำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมประชุม และร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
ในการปฏิรูป และแก้ไขปัญหาการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และนำไปสู่การจัดที่ดินทำกิน
ให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม ครอบคลุมทุกพื้นที่ ณ โรงแรมใบบุญแกรนด์ จ.เลย
จากข้อมูลกรมป่าไม้ พบว่า จ.เลย มีพื้นที่ประมาณ 6.56 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จำนวน 2.40 ล้านไร่ (36.54%)
จ.เลย มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 20 ป่า เนื้อที่ประมาณ 0.95 ล้านไร่ ซึ่งมีการเข้าทำประโยชน์ของราษฎร ก่อนปี 2545 จำนวน 945,750.14 ไร่
และจากข้อมูลกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า จ.เลย มีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 1.06 ล้านไร่ (16.26%) มีการครอบครองที่ดินของราษฎร
ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เนื้อที่ 147,717.75 ไร่ (77 หมู่บ้าน 25 ตำบล 6 อำเภอ 10,757 ครัวเรือน)
  

โดยท่านพลเอก สุรศักดิ์ฯ รมว.ทส. ได้มอบหมายให้หน่วยงาน ทส. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเร่งการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามนโยบายรัฐบาล ในพื้นที่จังหวัดเลย ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน 2561 และให้มีการแบ่งกลุ่มระดม
ความคิดเห็นพร้อมสรุปข้อเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน รวมทั้งเวลาการดำเนินกิจกรรม ทั้งนี้ ทั้ง 4 กลุ่ม มีผลสรุป ดังนี้
กลุ่มที่ 1. “เร่งรัดดำเนินงานตามโครงการ คทช. และการอนุญาตใช้ที่ดินป่าไม้ในส่วนราชการที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของประชาชน”
1.1  ที่ประชุมเห็นควรเร่งรัดโครงการ คทช. โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างจังหวัด อปท. และกรมป่าไม้ โดยภายในปี 2562 จังหวัด
อปท. ดำเนินการสำรวจรังวัดที่ดินรายป่า ที่เหลือยังไม่ได้สำรวจ โดยใช้งบประมาณของหน่วยงานในท้องถิ่น และ กรมป่าไม้ต้องจัดทำคู่มือ
การปฏิบัติงานพร้อมทั้งกำกับการสำรวจรังวัดให้เป็นไปตามมาตรฐาน และในปี 2563 จังหวัด อปท. เสนอผลการสำรวจให้ ทสจ./สจป.
ตรวจสอบและเสนอ คทช.จังหวัดให้ความเห็นชอบ และเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน เมื่อคณะอนุฯ ให้ความเห็นชอบ
จังหวัดยื่นขออนุญาตต่อกรมป่าไม้ต่อไป 
1.2  เร่งรัดการขออนุญาตใช้ที่ดินป่าไม้ โดยนำระบบออนไลน์ มาใช้ในการพิจารณาคำขออนุญาต พร้อมทั้งเร่งรัด
การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อความรวดเร็วและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขออนุญาต ซึ่งระบบออนไลน์ควรจะต้องแล้วเสร็จ
ภายในปี 2561 นี้

กลุ่มที่ 2. “เร่งรัดการดำเนินงานตามโครงการป่าชุมชน และโครงการสวนป่าให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด”
2.1 โครงการป่าชุมชน โดยน้อมนำพระราชดำริ “คนอยู่กับป่า” และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน
ได้แก่ กรมป่าไม้ จังหวัด อปท. และภาคเอกชน โดยใน จ.เลย ได้จัดตั้งป่าชุมชนแล้ว 117 หมู่บ้าน และส่วนที่เหลืออีก 102 หมู่บ้าน
มีเป้าหมายดำเนินการในปี 2561-2562 รวม จ.เลยมีเป้าหมายทั้งหมด 219 หมู่บ้าน อีกทั้ง ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายป่าชุมชน
เพื่อการท่องเที่ยว ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนต้นแบบ และขยายพื้นที่และเครือข่ายป่าชุมชนในพื้นที่อื่นในปีต่อไป
2.2 การฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมและส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ โดย ท่าน รมว.ทส. ได้เร่งรัดให้กรมป่าไม้ปรับปรุงกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง (แก้ไขมาตรา 7)  เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าบนที่ดินกรรมสิทธิ์ ให้สามารถตัดได้โดยไม่ผิดกฎหมาย และลดขั้นตอน
การอนุญาต เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน พร้อมทั้งสนับสนุนกล้าไม้คุณภาพดี ตรงตามความต้องการของเกษตรกรและสอดคล้อง
กับความต้องการของตลาด สนับสนุนแหล่งเงินทุนในการปลูกป่าเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้ปลูกในรูปแบบวนเกษตร เพื่อให้มีรายได้
ระหว่างรอการทำไม้ นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจและการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม ซึ่งมีเป้าหมาย ในปี 2561
จำนวน 3,760 ไร่, ปี 2562 จำนวน 8,380 ไร่ และ ปี 2563-2565 ปีละ 10,600 ไร่ ตามลำดับ
 
กลุ่มที่ 3. “กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาชุมชน ในพื้นที่ “ป่าสงวนแห่งชาติ” ที่ได้รับการผ่อนผันตามมติ ครม. 30 มิถุนายน 2541
และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557” ที่ประชุมมีข้อสรุปและเสนอแนะ ดังนี้ 
3.1 ชุมชนที่อยู่ก่อนประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยใช้กลไกปกติ และเข้าสู่การพิจารณาของ กบร. เพื่อขอเพิกถอน
ป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา 7 แห่ง พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ และใช้กลไกตามกระบวนการ One map
3.2 ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1, 2 ทั้งก่อนและหลังปี 2545  และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3, 4, 5 หลังปี 2545 
โดยมีแนวทางให้ภาคประชาชนมีบทบาทในการดูแลพื้นที่ และเข้ามามีส่วนร่วม และมีการจัดพื้นที่ (Zoning) พื้นที่ให้ชัดเจน
โดยระบุเป็นพื้นที่ปลูกป่า หรือพื้นที่อยู่อาศัย เป็นต้น
3.3 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ที่ 64/57 และ 66/57 ซึ่งมีแนวทางแก้ไขปัญหา โดยขอให้
สร้างหลักเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจน สอดคล้องความเป็นจริงของ “ผู้ยากไร้” หรือ ให้ดำเนินการขอใช้พื้นที่ป่าไม้
เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้นำผลการประชุม กรรมการฯ คทช. ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 ที่ รมว.ทส.
เสนอต่อประธาน คทช. (นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ที่มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกิน
ในพื้นที่ป่าสงวนฯ มาเป็นกรอบแนวทางในการคิดของกลุ่ม ดังนี้
1.) ชุมชนในเขตป่าสงวนฯ ลุ่มน้ำชั้น 3,4,5 อยู่หลังมติ ครม. 30 มิย.41 โดยอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำกินในแบบแปลงรวม
แต่ต้องมาออกแบบร่วมกันในรายละเอียด
2.) ชุมชนในเขตป่าสงวนฯ ลุ่มน้ำชั้น 1,2 อยู่ก่อนมติ ครม. 30 มิย.41 โดย “จัดระเบียบการใช้ที่ดิน และรับรองการอยู่อาศัยทำกิน”
ในลักษณะแปลงรวม พร้อมทั้ง กำกับควบคุมจัดการการใช้ที่ดินและป่าไม้ภายใต้การอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืนในลักษณะต้นน้ำ
ห้ามบุกรุกขยายพื้นที่ ให้มีการฟื้นฟูสภาพป่า ในรูปแบบการมีส่วนร่วม ส่งเสริมราษฎรปลูกป่า 3 อย่าง
3.) ชุมชนในเขตป่าสงวนฯ ลุ่มน้ำชั้น 1,2 อยู่หลังมติ ครม. 30 มิย.41 โดย กรมป่าไม้วางแผนร่วมกับราษฎรเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า
และราษฎรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากไม้ที่ปลูกและพืชพื้นล่างระหว่างแถวต้นไม้
กลุ่มที่ 4. “กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาชุมชน ในพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า” ที่ได้รับการผ่อนผันตามมติ
ครม. 30 มิถุนายน 2541 และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557” โดยมีผู้รับผิดชอบหลัก และแผนปฏิบัติการ ดังนี้
- แต่งตั้งคณะทำงานสำรวจการครอบครองที่ดิน ประกอบด้วย ผู้แทนกรมอุทยานฯ ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง
และภาคประชาชน พร้อมทั้งจัดประชุมร่วมกัน ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
- ร่วมกันสำรวจการครอบครองที่ดิน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้ และประมวลผล เสนอต่อคณะกรรมการ
และอธิบดีกรมอุทยานฯ ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้
  
พลเอก สุรศักดิ์ฯ ได้รับทราบการนำเสนอผลการระดมความคิดเห็นและจัดทำแผนปฏิบัติการ “เลย โมเดล” ทั้ง 4 กลุ่ม
และเห็นชอบให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการตามแผนฯ โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.นาแห้ว ซึ่งมีผู้แทนภาคประชาชน (นายยลชาญ กมลรัตน์) ได้นำเสนอ
“นาแห้วโมเดล” ให้เป็นพื้นที่นำร่อง พร้อมทั้งให้แนวคิดสำคัญเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา คือ ทุกฝ่ายออกแบบแผนงานร่วมกัน
มีการนำเสนอแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา และแผนที่ดี ต้องมีตารางเวลาที่ชัดเจน และต้องมีผู้ปฏิบัติที่เข้าใจสภาพปัญหา 
นายประลอง ดำรงค์ไทย โฆษก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่าน รมว.ทส. ได้กล่าวถึง
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้ “ยุทธศาสตร์ชาติ คือ เป้าหมายของชาติที่คนไทยอยากเห็น
อยากให้เป็นในอีก 20 ปีข้างหน้า เช่น ด้านป่าไม้ ในปี 2580 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยควรมีป่าไม้และพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 55
ซึ่งจะทำให้คนไทยมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ 323 ล้านไร่ คลอบคลุมพื้นที่กว่า 5 แสน ตร.กม.โดยกระทรวงฯ
มีเป้าหมายการบริหารจัดการพื้นที่ป่าไม้ คือ
1.) ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์ ร้อยละ 102.4 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 32
2.) การบริหารจัดการป่าไม้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ เช่น ถนน แหล่งน้ำ อาคารหน่วยงานราชการ ซึ่งปัจจุบันการออกแบบ
     สิ่งปลูกสร้าง ต้องตัดไม้ให้น้อยที่สุด หรือทำการย้ายล้อม แทนการตัดโค่น
3.) การบริหารจัดการป่าไม้เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคม เช่น โครงการที่กระทรวงได้ดำเนินการเพื่อพี่น้องประชาชน ได้แก่
      โครงการ คทช. โครงการป่าชุมชน โครงการสวนป่า โครงการป่าในเมืองฯ ป่าชุมชน เป็นต้น
เพราะฉะนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้า ลูกหลานคนไทยจะมีป่าไม้เพิ่มขึ้น และคนไทยจะมีรายได้สูงขึ้นจากการที่มีทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ พลเอก สุรศักดิ์ฯ รมว.ทส. ได้ให้เกียรติมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชนในพื้นที่จังหวัดเลย
จำนวน 5 ป่าชุมชน และกลุ่มเครือข่ายราษฎรใน จ.เลย ได้กล่าวขอบคุณ รมว.ทส. ที่เร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในครั้งนี้ โดยกลุ่มราษฎร
ยินดีให้ความร่วมมือกับแผนปฏิบัติการ “เลยโมเดล” อย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกับภาครัฐ และประชาชนจะได้มีสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน
ตามนโยบายของรัฐอย่างถูกกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ทส. จะเร่งดำเนินการในพื้นที่อื่นอีก เพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม และการจัดที่ดินทำกินให้พี่น้องประชาชน ให้ครอบคลุมทั้งประเทศต่อไป  นายประลอง ดำรงค์ไทย
โฆษก ทส. กล่าวเพิ่มเติมในตอนท้าย
 

 

 
 
 
  
 

  
 
 

 

 

 

 

 
ขอขอบคุณ ภาพข่าวบางภาพโดย คุณอาร์ท สำนักป่าชุมชน ปม.  และคุณแบงค์ ปชส.กรมป่าไม้
ข้อมูลเพิ่มเติมที่