วันที่ (3 มิถุนายน 2564) เวลา 09.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. และคณะผู้บริหาร ทส. ลงพื้นที่มอบสิ่งของสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์-ผู้ป่วย อาทิ ชุด PPE ,หน้ากากอนามัย (N95), Face Shield, พัดลม ,น้ำดื่มจำนวน 8,000 ขวด เป็นต้น เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลสนามทุกแห่งในจังหวัดเพชรบุรี พร้อมมอบถุงขยะสีแดง เพื่อใช้ในกิจกรรมคัดแยกขยะติดเชื้อในช่วงสถานการณ์ COVID-19 โดยมี นพ.เกรียงศักดิ์ คำอิ่ม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้า เป็นผู้รับมอบของ ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี
"สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้นอกจากสิ่งของที่จำเป็นแล้ว คือ กำลังใจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบสิ่งของเพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ และสิ่งของที่จำเป็นให้กับพี่น้องประชาชน พร้อมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน ในการผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน"
ทั้งนี้ รมว.ทส. ได้กล่าวทิ้งท้าย ขอให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ รวมถึงดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่าง และปฏิบัติตามคำแนะนำการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด
ต่อมา เวลา 10.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น จังหวัดเพชรบุรี ส่งมอบโมเดลจำลองโครงการ และโมเดลทุ่นดักขยะให้กับตัวแทนชุมชนในพื้นที่ พร้อมร่วมปลูกป่าชายเลน (ต้นแสมและโกงกาง) บริเวณหลังแนวปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น โดยมี ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขา รมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. และคณะผู้บริหาร ทส. เข้าร่วม ณ บริเวณตลาดกลางท่าเทียบเรือบางแก้ว จังหวัดเพชรบุรี
นายวราวุธ ศิลปอาชา ได้กล่าวย้ำถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่ยังคงพบเห็นได้ในหลายพื้นที่ ว่าต้องรักษาสมดุลธรรมชาติและป้องกันผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทุกโครงการ และมาตรการต่างๆ จะต้องผ่านความเห็นชอบของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ก่อน การแก้ไขปัญหาจะใช้ความคิด และความร่วมมือของพี่น้องชาวจังหวัดเพชรบุรีเป็นสำคัญ โดยได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาออกเป็น 3 มาตรการ คือ มาตรการขาว เขียว และเทา 4 แนวทาง คือ แนวทางการปรับสมดุลชายฝั่ง แนวทางการฟื้นฟูเสถียรภาพชายฝั่ง แนวทางการป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และแนวทางการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งจะมีแนวทางที่ชัดเจนว่าหาดไหนใช้แนวทางใดในการแก้ปัญหา จะได้ไม่มีการแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อนกันระหว่างหน่วยงานดังเช่นในอดีต
ในภาพรวมของประเทศยังคงเหลือพื้นที่ประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งอีกถึง 87 กิโลเมตร จากความยาวชายฝั่งทั้งสิ้น 3,151 กิโลเมตร ซึ่งในวันนี้ ได้ส่งมอบ แนวปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2564 ระยะทางปักกว่า 4,310 เมตร ในพื้นที่ตำบลปากทะเล 2,770 เมตร และตำบลบางแก้ว 1,540 เมตร ให้กับจังหวัดเพชรบุรี ได้ดูแลร่วมกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ซึ่งประโยชน์จากแนวปักไม้ไผ่ดังกล่าว นอกจาก จะช่วยแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่หาดโคลนแล้ว ยังมีส่วนช่วยเร่งการตกตะกอนและเพิ่มพื้นที่หาดเลนหลังแนวไม้ไผ่ อันจะส่งผลให้พื้นที่ป่าชายเลนเพิ่มขึ้นอีกด้วย และหลังจากนี้ จะต้องมีการหารือเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ยังคงเหลืออยู่อีกประมาณ 7.69 กิโลเมตร ต่อไป
ทั้งนี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงพี่น้องประชาชน จังหวัดเพชรบุรีว่า “ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเกิดได้ทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมมนุษย์ การแก้ไขปัญหา ไม่ใช่การทำอย่างฝืนธรรมชาติ แต่ต้องกลมกลืนกับธรรมชาติและแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การปักแนวไม้ไผ่ ชะลอคลื่น คือ การใช้วัสดุธรรมชาติมาประยุกต์ใช้ ซึ่งง่ายต่อการจัดการและดูแล รักษาสมดุลธรรมชาติ และยังเกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างยั่งยืน”
ต่อมา เวลา 11.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงานโครงการปรับปรุงฟื้นฟูคลองเจ๊กสี จังหวัดเพชรบุรี พร้อมมอบพันธุ์กล้าไม้ให้กับประชาชน โดยมี ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขา รมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัด ทส. และคณะผู้บริหาร ทส. เข้าร่วม ณ โครงการปรับปรุงฟื้นฟูคลองเจ๊กสี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี
“คลองเจ๊กสี” เป็นคลองสาขาที่รับน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี ไหลผ่านพื้นที่ 4 ตำบล ประกอบด้วยตำบลนาวุ้ง ตำบลช่องสะแก ตำบลโพพระ และตำบลบางแก้ว ประชาชนในพื้นที่ใช้น้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตร แต่เดิมคลองแห่งนี้มีสภาพตื้นเขินประกอบกับมีการก่อสร้างท่อลอด ซึ่งถือเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ ส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ
รมว.ทส. กล่าวว่า "เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และทำการขุดลอก สร้างพื้นที่กักเก็บน้ำที่มีขนาดกว้าง 2-5 เมตร ความยาว 11,100 เมตร ความลึก 0.5-1.0 เมตร อีกทั้งก่อสร้างอาคารท่อเหลี่ยม ขนาด 3.6 x 2.7 เมตร ความยาว 5 เมตร จำนวน 25 แห่ง และก่อสร้างอาคารท่อเหลี่ยมขนาด 3.6 x 2.7 เมตร ความยาว 12 เมตร จำนวน 1 แห่ง ปัจจุบันการดำเนินการแล้วเสร็จ ทำให้สามารถกระจายน้ำสู่ประชาชนกว่า 263 ครัวเรือน ได้มีน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และพื้นที่เกษตรกว่า 923 ไร่ ได้รับประโยชน์และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำป้องกันปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่"
การดำเนินงานดังกล่าว ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ถือเป็นการขับเคลื่อนเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตและการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ซึ่งมีความสอดคล้องกับประเด็นการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ภายใต้แผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้การดำเนินการจะทำให้เกิดการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านที่ 5 ว่าด้วยเรื่องของการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
ต่อมา เวลา 11.45 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ลงพื้นที่โครงการศึกษาสำรวจจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชน ตามถนนสายหลัก/สายรองทั่วประเทศ พร้อมปลูกต้นหว้าในบริเวณจุดจ่ายน้ำ โดยมี ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทส. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขา รมว.ทส. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. และคณะผู้บริหารทส. เข้าร่วม ณ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
โครงการศึกษาสำรวจจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชน ตามถนนสายหลัก/สายรองทั่วประเทศ ที่สร้างในพื้นที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี แห่งนี้ เป็น 1 ใน 43 แห่งทั่วประเทศ โดยรูปแบบของโครงการฯ ประกอบด้วย
1. บ่อบาดาลขนาด 6 นิ้ว จำนวน 2 บ่อ
2. เครื่องสูบน้ำไฟฟ้าชนิดมอเตอร์จุ่มใต้น้ำ ขนาด 3 แรงม้า 220 โวลต์ จำนวน 2 ชุด
3. หอถังเหล็กเก็บน้ำ ชนิดรักษาแรงดัน ขนาดความจุ 80 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 ชุด
4. ถังกรองสนิมเหล็กขนาดใหญ่ จำนวน 1 ชุด
5. สถานีจ่ายน้ำถาวร จำนวน 1 ชุด
ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จประชาชนจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 200 ครัวเรือน มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคไม่น้อยกว่า 7 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี
"ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคเป็นสิ่งที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ที่ไม่ว่าจะแล้งแค่ไหน พี่น้องประชาชนต้องมีน้ำกินน้ำใช้ที่เพียงพอ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า และดูแล บำรุงรักษาจุดบริการน้ำแห่งนี้ ให้คงสภาพดีเพื่อใช้งานได้ต่อไป"